วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553

พุ่งนี้จะรับน้องแล้วววววว

เหลือเวลาอีกชั่วโมงกว่าที่การรับน้องจะเคลื่อนเข้ามาสู่ข้าพเจ้า(อีกครั้ง) หลังจากที่ผ่านสมรภูมินั้นมาแล้วอย่างหนักหน่วง(เว่อร์ไป อันที่จริงข้าเจ้ารอดตัวมาได้เพราะหนีการรับน้อง ) ทำให้ข้าพเจ้าครั่นคร้ามต่อการรับน้องที่มีเสียงการวิพากษ์วิจารณ์รวมทั้งการเสริมเติมแต่งเรื่องให้ดู อำมหิตยิ่งขึ้น สมองข้าเจ้าตอนนี้ปั่นป่วน จะกลัว หรือจะยังไงดี ปริวิตกไปเสียแต่ผู้เดียวว่า เราจะมีเพื่อนไม๊ คัยจะมาทักเราไม๊ เขาจะทำให้เราอายไม๊ และสารพันปัญหาที่คิดเองและตอบเอง ก้อเลยดูวุ่นๆชุลมุนอยุ่ในหัว เราจะเอาไงดีจะโดดหรือจะไปหากโดดเราจะไม่ค่อยมีเพื่อนเหมือนที่เคยเป็น แต่ทันใดนั้นข้าพเจ้านึกพ่อ พ่อเป็นตัวอย่างอะไรๆให้ข้าพเจ้าได้เสมอ ทุกครั้งเวลาที่ข้าพเจ้าทำอะไรพลาดแล้วไม่กล้าทำต่อ พ่อจะบอกกับข้าพเจ้าว่า เรื่องแค่นี้ทำไม่ได้ก็คงเปนคนที่ไม่มีความมุมานะอะไร โอกาศที่จะประสบความสำเร็จคคงเปนไปไม่ได้ ยิ่งพ่อพยายามพูดดูถูกเท่าไร กลับเปนแรงผลักดันให้ข้าพเจ้าทำงานลุล่วงเสมอ ถึงแม้บางครั้งมันอาจจะไม่เลิศหรู แต่ข้าพเจ้าก็พยายาแล้ว กลับมาคิดถึงเรื่องรับน้องเรื่องแค่นี้ไม่มีปัญหาอะไรกับเราเลยกลับแต่จะมีประโยชน์เสียทีเดียว เพราะฉนัน้แล้วพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะเดินเข้าไปหามันมิใช่ปล่อยให้มันลอยเข้ามาหาอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553


มวลดอกไม้มีเสน่ห์ที่เกษร หมู่ภมรซอนเซ้าอยุ่คู่ภิรมย์
หอมเอยช่างหอมหวล เย้ายวนให้ชวนชม
ภมรลู่ลมหมายจะชมไม่ข่มความอาลัย

คนจะงามศักดิ์ศรีที่ความซื่อตรง รักมั่นคงถือความรักย่อมเหนือยิงสิ่งใดไม่ผัน ไม่แปร ความรักที่แน่แก่ใจ
ไม่มีรักใดเท่ารักของน้อยไจยา

วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เพราะรักไม่ใช่ทุกอย่าง

หลังจากที่ข้าพเจ้าได้สดับโสตอันหยาบกร้านของข้าพเจ้าฟังเพลงเพลงหนึ่งที่พี่มะเดี่ยวส่งมาให้ มันเปนเพลงซิงเกิลใหม่ของวงออกัส ข้าพเจ้าเปิดดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย พร้อมกับฟังเพลงไปด้วย เพลงๆนี้ทำให้ข้าพเจ้าหวลคิดถึงความรัก คำคำนี้เราไม่อาจนิยามมันได้เพียงลำพัง เราไม่ใช่เจ้าของใครคนหนึ่ง เราเปนเพียงมนุษย์ที่หมุนรอบความรัก อาจจะมีโฉบเฉียวความรักไปบ้าง แต่คงไม่มีคำว่า สถิตย์อยุ่กับมันชั่วนิรันดร์ หลายๆคนพยายามพุ่งชนมัน เพื่อหวังที่จะอยุ่กับมันชั่วนิรันดร์ ถึงแม้จะอยุ่กับมันได้ ก็มิอาจ ครอบครองความรักไว้ได้ตลอดกาล แต่จะมีบ้างไหมหนอ วันที่ข้าพเจ้าได้โฉบเฉียวเข้าไปในวงโคจรของความรัก เพื่อที่จะพบกับความสุข ถึงแม้จะเปนเวลาอันสั้นแต่เชื่อว่าใครอีกหลายๆคนก็ปรารถนาเช่นนี้ ยอมที่จะเจ็บหลังจากรักเหวี่ยงเราออกมา ขอให้รักเบ่งบานในใจทุกคนครับ

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ความอยุ่รอดของราชอาณาจักรไทย(สยาม)

ผู้มีอำนาจมักจะข่มผู้อ่อนแอ เปนกติกาสากลของผู้ชนะสงคราม โดยเข้าใจไปเสียว่าคนเหล่านั้นยอมศิโรราบต่อเรา หากแต่หาเปนเช่นนั้นไม่ เหมือนกับเรา ที่โดนพม่าตีกรุงแตก เราก้อรอเวลาที่จะกูศักดิ์ศรีคืนฉันใด ลาวแลเชื้อสายตระกูลลวจักราช ก้อรอเวลานั้นอยุ่เหมือนกัน สถานการณ์บ้านเมืองของเราในเวลานี้เสมือนว่าออกญาจักรีผู้ทรยศชาติ ได้กลับมาอีกครั้ง มีทั้งศึกภายนอกแลภายใน คนไทยเท่านั้นที่จะต้องช่วยกัน ช่วยกันโดยความรักชาติ สำนึกในพระคุณของบรรพชน ไม่หลงเชื่อถ้อยคำคนยุยง ที่หวังประโยชน์และอำนาจโดย ยอมแม้แต่เสียดินแดนที่เปนปัญหาให้ศัตรู ช่วยเหลือศัตรูผู้เล่ห์เลี่ยม สัปปลับ กลับกลอก เพื่อหวังให้มันหนุนตัวเขาเอง เพ่ืออะไร เพื่อชาติเหรอ เพื่อประชาชนเหรอ คงเปนไปไม่ได้ เพราะการกระทำของเขานั้น บ่งบอกชัดเจนอยุ่แล้วว่าเพ่ือตัวเองทั้งนั้น เค้าบอกว่าจะอยุ่เคียงข้างพวกคุณในยามที่มีการสลายการชุมนุม แต่เค้ากลับเดินชอบปิ้งในปารีส
อีกหลายๆเรื่องที่เหนได้ชัด ตื่นเถอะคับ คนไทย อย่าหลงเชื่อถ้อยคำยุยงต่างไม่ว่าฝ่ายใดก้อตาม หากเราหยุด
ตั้งสติ ลบเรื่องเก่าๆที่เค้าปลุกระดมมาให้หมด แล้วลองคิดทบทวนดูว่าใคร ใครที่ห่วงใยเราอย่างจริงจัง แน่นอนคับ พ่อและแม่ คนคุ้นเคย หรือแม้กระทั่งพระเจ้าแผ่นดิน ที่คุนด่าว่าใส่ร้ายพระองค์ต่างๆนานา พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน ถึงแม้คนเหล่านั้นทอดทิ้งพระองค์ บรรพบุรุษของเราคงไม่ได้สร้างสยามเพื่อให้ คนที่ได้ชื่อว่าเปนคนทรยศชาติ หรืออริราชศัตรู มาย่ำยีเปนแน่
รักกันมากๆนะคับคนไทยก่อนที่จะสายเกินไป

ขอ พระบารมีแห่งองค์พระแก้วมรกต พระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง ทรงเมือง เทวดาที่รักษาราชอาณาจักรทุกพระองค์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง และบรรพชนผู้อุทิศชีวิตให้ชาติ ของจงช่วยรักษา ราชอาณาจักรของเราแลสถาบันอันเปนที่เคารพ ยิ่งคือพระมหากษัตริย์ ให้อยุ่ยั่งยืนนานตราบสิ้นกาลปาวสาน และของจงบรรดาลความวิบัติ ฉิบหายแก่ผู้ใดก็ตามที่คิดคดทรยศ ชาติและสถาบันให้มีอันเปนไปทั้งโคตรทั้งตระกูล อย่าให้อยุ่ถึงสามวันอย่าให้ทันในสามเดือนอย่าให้เคลื่อนในสามปีอย่าให้มีสุขสวัสดิ์ ให้ตายโหงอย่าได้ไปผุดไปเกิด และเปนทาสของคนเลวอย่างนี้สิ้นลูกสืยหลาน

วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ฤาการแอบรักเพื่อนไม่เปนที่นิยมในหมู่เพื่อน(ชาย)

๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ หลังจากที่ข้าพเจ้าส่งsms แสดงความรักต่อบิดามารดาแลวงศาคณาญาติเปนที่เรียบร้อยข้าพเจ้าก้อสาละวนอยุ่กับการอ่านsmsที่ส่งเข้ามาจากเหล่าเพื่อนที่แสนดีทั้งหลายข้าพเจ้าไปสะดุดใจกับข้อความหนึ่งซึ่งไม่ทราบว่าเปนใครข้อความนั้นดูคล้ายกับจะเชื้อเชิญให้ความรุ้สึกที่เก้บเอาไว้ในใจเปนระยะเวลายาวนานทะลักทะลายออกมาด้วยใจความเพียงสั้นๆว่า" คุณสารภาพรักกับคนที่แอบรักอยุ่แล้วหรือยัง"ด้วยความอัดอั้นที่สั่งสมมาเปนเวลากว่า๔ขวบปี ข้าเจ้าตัดสินใจส่งsmsไปหาใครคนหนึ่งที่เปนต้นตอแห้่งความอัดอั้นนี้ในทันใด แต่กระนั้นข้าพเจ้าก็ยังส่งe-mailไปอีกคำรบหนึ่งเพื่อหวังผลในระยะที่สองโดยเขียนสารภาพแลบอกเปนนัยๆว่าข้าเจ้ายังเฝ้าคอยความหวังจากใครคนนั้นอยุ่ หากแต่ถ้ามไ่พอใจในคำพูดของข้าพเจ้าข้าพเจ้าก็มิอาจจะสุ้หน้าได้อีกและแล้วทุกอย่างก้อกลับมาเงียบงันไร้การตอบกลับแต่ข้าพเจ้าก็ยังมีหวังเพียงเพระาคิดไปเสียข้างเดียวว่าเค้าคนนั้นอาจจะเขินอาย
ในวเลาต่อมาเมลลืของเค้าปรากฏในmsnของข้าพเจ้า ข้าเจ้าประหวันใจอยุ่ครู่หนึ่งแล้วถามไปว่าอ่านข้อความนั้นหรือยัง มีแต่อักษรตอบกลับสั้นๆห้วนๆยิ่งทำให้ข้าพเจ้าหวั่นใจเปนเท่าทวี เหตตการณต่อไปจะเปนอย่างไร ข้าพเจ้าก็ได้แต่เพ้อไปเสียผู้เดียวข้าพเจ้าตื่นจากภวังค์ด้วยเสียงข้อความที่ถูกส่งกลับมาอีกครั้ง บทความนี้ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มดุถูกตัวเองและบันทอนคุณค่าของตัวเองลงความรุ้สึกตอนนั้นคงจะเปนอย่างที่คนอื่นๆนิยมเรียกมันว่า อาการอกหัก โดยที่เค้าคนนั้นมิอาจทราบได้ถึงความรุ้สึกที่ข้าพเจ้าต้องเผชิญในห้วงเวลานั้น
ข้าพเจ้าคงแย่ในสายตาเขา ข้าพเจ้าคงสนิทสนมเกินไป ข้าพเจ้าคงคิดไปเสียข้างเดียว ฤาประเพณีนี้ไม่เปนที่นิยมในหมุ่เพื่อน(ชาย)

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วาเลนไทน์ 53

ปีนี้รู้สึกเงียบๆเหงาๆไงก้อไม่รุ้ ปกติน่าจะชินได้แล้วเพราะว่าตั้งแต่ไหนแต่ไรมาวาเลนไทน์ทุกๆปีก้อมีแต่เพื่อนและครอบครัว ที่มอบความรักให้กันแบบบริสุทธิ์ใจโดยไม่ไหวังสิ่งใดตอบแทน (ถ้าเป็นเพื่อนๆอาจมีเงือ่นไขบ้าง) วาเลนไทน์ปีนี้ผมบอกรักคนที่ผมรักมากที่สุดไปแล้ว แต่ไม่รุ้ว่าเค้าจะคิดอย่างไรกับรักที่ผมมีให้เพราะเรา"เป็นเพื่อนกัน" ทั้งๆที่รุ้ว่าบอกไปแล้วรู้ทั้งรุ้ว่าถ้าเค้าไม่ชอบเรา เราอาจจะเสียเพื่อนคนนี้ไปก้อได้ แต่ผมทนอึดอัดไม่ไหวแล้ว ตอนนี้เค้าจะคิดกับผมยังไงน๊า คำถามนี้เล่นเอาผมนอนไม่หลับทั้งคืน ทั้งๆที่ผมเป็นคนมีความสุขกับชีวิตมากๆ แต่ไม่รุ้ทำไมพอเจอสถานการณ์แบบนี้ผมกลับไม่เก่งไม่กล้าเหมือนที่ผ่านมา เพราะความรักใช่ไหม ความรักอในรูปแบบไหนหนอที่ทำเอาเราเปลี่ยนแปลงได้ถึงขนาดนี้ ต่อไปนี้หลังจากที่ผมส่งข้อความสารภาพรักกับเพื่อนไปแล้วผมคงไม่กล้าสู้หน้าเค้าอีกแล้ว เพราะอายน่ะเหรอ คงไม่ใช่หรอก ผมไม่รุ้ว่าจะเรียกว่าอะไร ที่ทำให้ผมคงไม่กล้าสู้หน้าเพื่อนคนนี้อีก แต่ถ้าเค้าคิดอย่างเดียวกับผมผมคงจะต้องเลื่อนสถานะจากเพื่อนมาเป็นคนพิเศษ แตมันคงเป็นไปได้ยากเพราะ คงไม่มีเพื่อนชายคนใดเค้าบอกรักเพื่อนชายด้วยกันเอง นอกเสียจากเค้าคนนั้นจะเป็น...นี่ผมคงเพ้อไปอย่างมากมายแต่อย่างไรก้อตามผมยังเฝ้าคอยความหวังอันริบหรี่นี้หวังว่าคงจะได้รับคำตอบดีๆจากปากเพื่อนสนิทของผมคนนี้